เครื่องหมายแห่งสัตว์ร้าย – รัดยาร์ด คิปลิง

เครื่องหมายของสัตว์ร้าย

ระหว่างทวยเทพของท่านและของข้าฯ
ฝ่ายไหนมีอำนาจเข้มแข็งกว่า
  ท่านหรือข้าฯ ผู้ใดเล่าจักรู้ได้
– ภาษิตพื้นเมือง

บางคนอ้างว่า ณ ดินแดนทางทิศตะวันออกของซูเอซ ฤทธานุภาพของพระผู้เป็นเจ้าสิ้นพลังลง ด้วยมนุษย์ผู้อาศัยอยู่ที่นั่นยอมพลีกายถวายชีวิตให้กับอำนาจของทวยเทพและหมู่มารแห่งทวีปเอเชีย และในกรณีของชาวอังกฤษซึ่งอยู่ที่นั่น พระผู้เป็นเจ้าในนามแห่งนิกายเชิร์ช ออฟ อิงแลนด์ จะทรงพิทักษ์พวกเขา แต่อำนาจนั้นจะสำแดงฤทธิ์ได้เพียงบางโอกาสและจะแปรเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปตามเหตุอันควร
ทฤษฎีข้างต้นนี้อธิบายให้เห็นบางส่วนของเรื่องน่ากลัวที่ไม่พึงปรารถนาอย่างยิ่งของวิถีชีวิตในประเทศอินเดีย ทฤษฎีนี้อาจจะถูกขยายความเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของผมต่อไป
เพื่อนของผมคนหนึ่งชื่อสตริคแลนด์สังกัดอยู่กรมตำรวจ เขารู้เรื่องราวของชนพื้นเมืองอินเดียมากเท่าที่คนคนหนึ่งจะรู้ได้ เขาสามารถเป็นพยานยืนยันข้อเท็จจริงของเรื่องนี้ ส่วนคุณหมอดูมอยซ์ของเราก็ได้เห็นสิ่งที่ผมกับสตริคแลนด์เห็นเช่นกัน แต่ข้อวินิจฉัยที่เขาสรุปได้จากสิ่งที่ปรากฏแก่สายตานั้นผิดเพี้ยนทั้งหมด ตอนนี้เขาจากเราไปแล้ว เขาเสียชีวิตในสภาพที่ค่อนข้างจะพิลึกพิลั่น ซึ่งได้กล่าวถึงไว้แล้วในตอนอื่น
ตอนที่ฟลีทเดินทางมาอินเดีย เขาได้รับกรรมสิทธิ์ในเงินจำนวนไม่มากนักและที่ดินแปลงย่อมๆ ในแถบเทือกเขาหิมาลัย ใกล้ๆ กับสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งเรียกกันว่าธรรมศาลา ทรัพย์สินทั้งสองประการนี้ตกทอดมาจากลุงของเขา และเขาเดินทางมาเพื่อจัดการเรื่องนี้ ฟลีทเป็นชายร่างใหญ่ อุ้ยอ้าย ใจดี และไม่มีนิสัยก้าวร้าว ความรู้เกี่ยวกับชนพื้นเมืองของเขา แน่ทีเดียวว่ายังจำกัดนัก และเขาก็โอดครวญถึงอุปสรรคในเรื่องของภาษาด้วย
เขาขี่ม้าจากที่พักแถบเนินเขาเพื่อมาฉลองปีใหม่ที่สถานีตำรวจแห่งนี้ และพักค้างคืนกับสตริคแลนด์ ในคืนส่งท้ายปีเก่ามีงานเลี้ยงอาหารค่ำครั้งใหญ่ที่สโมสร และเป็นคืนพิเศษที่เมามายได้โดยไม่ถือสาหาความกัน  เมื่อพวกผู้ชายเดินทางมาจากดินแดนไกลโพ้นสุดขอบจักรวรรดิเพื่อมาพบปะสังสรรค์ พวกเขาก็มีสิทธิที่จะสำมะเลเทเมากันสุดเหวี่ยง กองทหารชายแดนได้ส่งกองน้อยจับเป็นซึ่งในปีหนึ่งๆ เจอหน้าคนผิวขาวไม่ถึงยี่สิบคนลงมาร่วมงานด้วย พวกนี้มักจะขี่ม้าเป็นระยะทางสิบห้าไมล์เพื่อไปกินมื้อค่ำกันที่ป้อมถัดไปซึ่งยามร่ำสุราเมรัยนั้นก็ต้องเสี่ยงกับลูกกระสุนของพวกไคบีรี
พวกเขาฉวยประโยชน์จากความปลอดภัยนี้ โดยลองเล่นพูลด้วยเจ้าเฮดจ์ฮอกตัวหนึ่งที่ม้วนตัวกลมดิกซึ่งเจอมาจากในสวน และคนหนึ่งในหมู่ของพวกเขาคาบแต้มคะแนนไปรอบๆ ห้อง พวกชาวไร่ครึ่งโหลเดินทางขึ้นมาจากทางใต้ กำลังคุยโม้ไม่หยุดปากอยู่กับจอมปั้นน้ำเป็นตัวผู้คุยโตเก่งที่สุดในทวีปเอเชีย ซึ่งเขาพยายามจะเสริมแต่งบรรดาเรื่องของคนเหล่านั้นในคราวเดียว ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาและไม่มีการถือยศถืออย่างและการตรวจนับกำลังพลที่สูญเสียไปจากการพลีชีพหรือพิกลพิการที่เกิดขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา
มันเป็นคืนที่เมามายเละเทะ และผมจำได้ว่าเราร้องเพลง ‘ออลด์ แลง ซายน์’ โดยที่เท้าของเราอยู่ในถ้วยชนะเลิศแข่งขันโปโล ศีรษะของเราอยู่ท่ามกลางหมู่ดาว และกล่าวคำสาบานว่าทุกคนจะเป็นมิตรรักสมัครสมาน หลังจากนั้นเราบางคนแยกย้ายจากไปเข้ายึดครองพม่า บ้างก็พยายามเข้าบุกซูดานและถูกพวกผิวดำโจมตีกลับในป่าละเมาะแห้งแล้งนอกเขตซูอาคิม บ้างก็ได้รับดาวและเหรียญตราเกียรติยศ บ้างก็แต่งงานมีครอบครัวซึ่งก็ไปได้ไม่สวยนัก และบ้างก็ไปทำอะไรอย่างอื่นที่ตกอับยิ่งกว่า คนอื่นๆ ในกลุ่มของเรายังคงเกาะกลุ่มกันเหนียวแน่น และต่างก็พยายามดิ้นรนหาเงินหาทองโดยอาศัยประสบการณ์อันน้อยนิด
ฟลีทเริ่มต้นราตรีนั้นด้วยเหล้าองุ่นสเปนผสมน้ำรากไม้รสขม เขากระดกแชมเปญลงคอเรื่อยไปจนถึงเวลาของหวาน ตามด้วยเหล้าองุ่นขาวคาปรีสดรสบาดคอซึ่งดีกรีพอๆ กับวิสกี้เลยทีเดียว จากนั้นก็ซดเหล้าเบเนดิคทินพร้อมกับกาแฟ แล้วจึงดวดวิสกี้ผสมโซดาสี่หรือห้าแก้วเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการแทงพูล ซัดเบียร์เข้าไปตอนตีสองครึ่ง แล้วตบท้ายด้วยบรั่นดีเก่าเก็บ ดังนั้นเมื่อเขาโผล่ออกมาสู่บรรยากาศที่หนาวจัดลบสิบองศาตอนตีสามครึ่ง ฟลีทโมโหม้าของเขามากเพราะมันไอแคกๆ เขาพยายามกระโดดขึ้นนั่งบนอานจากทางด้านหลัง เจ้าม้าวิ่งหนีไปเข้าคอก ดังนั้นผมกับสตริคแลนด์จึงต้องรับหน้าที่นายทหารกองเสื่อมเกียรติยศพาเจ้าฟลีทกลับสู่นิวาสถาน
เส้นทางกลับบ้านของเราผ่านตลาดซึ่งอยู่ติดกับเทวสถานเล็กๆ หลังหนึ่งซึ่งเป็นของหนุมาน วานรเทพองค์สำคัญอันคู่ควรแก่การกราบไหว้บูชา ทวยเทพทุกองค์ล้วนแล้วแต่มีเจตจำนงที่ดี เฉกเช่นเดียวกับพวกนักบวชทุกรูป โดยส่วนตัวแล้วผมให้ความสำคัญกับหนุมานมากและเป็นมิตรกับวงศ์วานของท่าน ผมหมายถึงพวกลิงสีเทาตัวใหญ่แถวเนินเขา ใครจะไปรู้ว่าวันใดวันหนึ่งคุณอาจต้องการเพื่อนสักคน
มีแสงไฟสว่างไสวดวงหนึ่งในเทวสถานแห่งนั้น และขณะที่สัญจรผ่านเราได้ยินเสียงกลุ่มคนกำลังสวดมนต์สรรเสริญ ในเทวสถานของคนพื้นเมืองพวกนักบวชจะประกอบพิธีตลอดโมงยามในช่วงกลางคืนเพื่อสักการะเทพเจ้าของพวกเขา ก่อนที่เราจะห้ามปรามได้ทันเจ้าฟลีทพุ่งปราดขึ้นไปตามขั้นบันได ตบป้าบเข้าที่หลังของนักบวชสองรูป และตรงรี่เข้ากดขยี้ขี้เถ้าก้นซิการ์ตรงหน้าผากเทวรูปหนุมานซึ่งทำจากหินสีแดงอย่างไม่เกรงกลัวใคร สตริคแลนด์พยายามที่จะลากตัวเขาออกมา แต่เขากลับทรุดตัวลงนั่ง และพูดจาน่าขนลุก
“เห็นน่านหมาย เคื่องหมายแห่งสะ…สาดร้าย ข้าทามเอง ฉะ…แฉวหมายล่ะ”
ภายในครึ่งนาทีเทวสถานแห่งนั้นก็ชุลมุนวุ่นวายและอึกทึกครึกโครม สตริคแลนด์รู้ดีว่าจะเกิดอะไรตามมาเมื่อทวยเทพถูกลบหลู่เข้า เขาบอกว่าอาจจะมีบางอย่างเกิดขึ้น สตริคแลนด์นั้น ด้วยตำแหน่งทางราชการ อีกทั้งพำนักอยู่ในท้องถิ่นนี้มานาน และสนใจใคร่รู้เรื่องราวต่างๆ ของคนพื้นเมืองเป็นพิเศษ จึงเป็นที่รู้จักของหมู่นักบวชและเขารู้สึกไม่สบายใจ ฟลีทนั่งอยู่กับพื้น ไม่ยอมขยับเขยื้อนท่าเดียว เขาบอกว่า “หนุมานเก่าโบราณคร่ำคร่า” จนกลายเป็นหมอนอ่อนนิ่มยวบยาบใบหนึ่งไปแล้ว
ทันใดนั้น ไร้ซึ่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า ชายผิวกายสีเงินผู้หนึ่งจู่ๆ ก็ปรากฏตัวออกมาจากซอกด้านหลังเทวรูป เขาอยู่ในสภาพนุ่งลมห่มฟ้าท่ามกลางอากาศหนาวเย็นแสนสาหัส และร่างของเขาส่องแสงแวววาวดั่งโลหะเงินที่เคลือบด้วยน้ำแข็ง ตัวเขาเหมือนสิ่งที่คัมภีร์ไบเบิลเรียกว่า “คนขี้เรื้อนที่ขาวราวกับหิมะ”  เขาไม่มีส่วนที่เป็นใบหน้าอีกด้วย เพราะตกอยู่ในสภาพขี้เรื้อนมาหลายปีและโรคร้ายรุมกินตัวเขาจนเกินเยียวยา เราสองคนก้มตัวลงฉุดฟลีทขึ้น พวกชาวบ้านผู้เหมือนผุดตัวขึ้นมาจากผิวโลกเริ่มเข้ามาแออัดในเทวสถานแห่งนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ ครั้นแล้วชายผิวเงินก็วิ่งลอดใต้วงแขนเราเข้าไป เขาส่งเสียงออกมาประหนึ่งเสียงร้องแม้วๆ ของตัวนากไม่มีผิด เขาโอบแขนรอบตัวฟลีท และซบศีรษะกับหน้าอกของฟลีทก่อนที่เราจะกระชากตัวเขาออกห่างได้ทัน แล้วเขาจึงถอยกลับไปที่มุมหนึ่ง และนั่งลงร้องแม้วๆ ในขณะที่ฝูงชนปิดกั้นประตูไว้ทุกบาน
พวกนักบวชรู้สึกโกรธเคืองมากจนกระทั่งชายผิวเงินถูกตัวฟลีทเข้า การสัมผัสนั้นดูเหมือนว่าจะไปเตือนสติพวกเขาให้ใจเย็นลง
หลังจากเงียบกริบกันไปสองสามนาที นักบวชรูปหนึ่งเดินเข้ามาหาสตริคแลนด์ และกล่าวด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงไร้ที่ติว่า “พาตัวเพื่อนคุณออกไป เขาได้กระทำกับท่านหนุมานเสร็จสิ้นแล้ว แต่ท่านหนุมานยังไม่เสร็จสิ้นต่อเขา” ฝูงชนแหวกทาง และเราหามตัวฟลีทไปที่ถนน
สตริคแลนด์ฉุนจัด เขาบอกว่าเราทั้งสามอาจถูกรุมแทงได้ และเจ้าฟลีทควรจะขอบคุณโชคชะตาที่ช่วยให้หนีรอดออกมาได้ โดยไม่ถึงกับต้องเลือดตกยางออก
ฟลีทไม่ได้กล่าวขอบคุณใครเลย เขาพูดว่าเขาอยากไปนอน เขาเมาจนขาดสติแล้ว
เราเดินทางกันต่อ สตริคแลนด์เอาแต่นิ่งเงียบและยังอยู่ในอารมณ์โมโห จนกระทั่งฟลีทมีอาการตัวสั่นอย่างรุนแรงและเหงื่อกาฬแตกพลั่ก เขาบอกว่าได้กลิ่นเหม็นคาวตลาดฉุนมาก และแปลกใจว่าทำไมโรงฆ่าสัตว์ได้รับอนุญาตให้ปลูกสร้างใกล้กับย่านพักอาศัยของชาวอังกฤษ “พวกแกไม่ได้กลิ่นคาวเลือดกันเลยเหรอ” ฟลีทถาม
เราพาเขามาส่งถึงเตียงนอนได้ในที่สุดเมื่ออรุณรุ่งกำลังเบิกฟ้าพอดี สตริคแลนด์ชวนผมดื่มวิสกี้ผสมโซดากันต่อ ในขณะที่เรากำลังดื่มกัน เขาเอ่ยถึงเรื่องวุ่นวายในเทวสถานเมื่อครู่ และยอมรับสารภาพว่ามันทำเอาเขาอับจนปัญญาอย่างสิ้นเชิง สตริคแลนด์เกลียดนักยามที่พวกคนพื้นเมืองทำให้เขามืดแปดด้าน เพราะอาชีพการงานของเขาคือการกำราบผู้คนเหล่านั้นด้วยอาวุธของพวกนั้นเอง แม้เขายังไม่บรรลุความสำเร็จในการกระทำนี้ แต่ในอีกสิบห้าหรือยี่สิบปีข้างหน้าเขาคงจะทำได้ดีขึ้นบ้างสักเล็กน้อย
“พวกเขาควรจะทำร้ายร่างกายเรา” เขาเอ่ยขึ้น “แทนที่จะเอาแต่ร้องแม้วๆ ใส่ ข้าสงสัยว่าพวกเขามีเจตนาแอบแฝงอะไรอยู่ ข้าไม่ชอบการแสดงท่าทีแปลกๆ เช่นนี้เลยสักนิด”
ผมออกความเห็นว่าคณะกรรมการบริหารของเทวสถานแห่งนั้นชะรอยจะกล่าวโทษว่าเรากระทำผิดทางอาญา ในประเด็นเรื่องการดูหมิ่นศาสนาของพวกเขา มีเนื้อหาส่วนหนึ่งในประมวลกฎหมายอาญาของประเทศอินเดียที่เกี่ยวข้องกับการลงโทษในเรื่องนี้ ซึ่งตรงกับการกระทำผิดของฟลีททุกประการ สตริคแลนด์บอกว่าเขาก็คงได้แต่หวังและสวดอ้อนวอนให้พวกนั้นดำเนินการตามความเห็นนี้ ก่อนที่ผมจะกลับ ผมหันมองเข้าไปในห้องของฟลีท เห็นเขานอนตะแคงขวากำลังเอามือเกาหน้าอกข้างซ้าย จากนั้นผมจึงกลับบ้านไปนอนตอนเจ็ดโมงเช้า ทั้งๆ ที่ยังรู้สึกหนาวสั่น หดหู่ใจ และไม่เป็นสุขเลย
พอบ่ายโมงผมขี่ม้าไปที่บ้านของสตริคแลนด์เพื่อไต่ถามอาการปวดศีรษะของฟลีท ผมจินตนาการได้เลยว่ามันคงจะปวดหนักเอาการ ฟลีทกำลังกินอาหารเช้าและดูไม่ค่อยสบายดีนัก อารมณ์ของเขายังไม่ค่อยเข้าที่เข้าทางเพราะเขากำลังด่าทอพ่อครัวเรื่องที่ไม่จัดหาเนื้อหมูสุกๆ ดิบๆ ให้ คนที่สามารถกินเนื้อดิบๆได้หลังจากเมื่อคืนดื่มเหล้าต่างน้ำเป็นคนประหลาดผิดมนุษย์ ผมบอกเรื่องนี้กับฟลีท เขากลับหัวเราะชอบใจ
“แกเพาะยุงพันธุ์ประหลาดไว้แถวนี้” เขาว่า “ข้าถูกกัดจนพรุนเลย แต่มันดันกัดอยู่ตรงที่เดียวเท่านั้นเอง”
“ไหนขอดูรอยกัดหน่อยซิ” สตริคแลนด์กล่าว “มันน่าจะยุบไปตั้งแต่เมื่อเช้าแล้วนี่”
ในขณะที่พ่อครัวกำลังปรุงเนื้อหมูอยู่นั้น ฟลีทเลิกเสื้อเชิ้ตของเขาขึ้นและเผยให้เราเห็นรอยกัดพวกนั้น ทั่วบริเวณหน้าอกข้างซ้ายของเขา มีรอยรอยหนึ่งเป็นรูปแฉกสีดำสองชั้นกระจายเป็นวงสมบูรณ์บนหนังลายพร้อยเหมือนเสือดาว มีตุ่มผิดปกติห้าหรือหกตุ่มเรียงตัวเป็นรูปวงกลม สตริคแลนด์จ้องดูและพูดว่า “เมื่อเช้ามันแค่เป็นสีชมพู แต่ตอนนี้มันกลายเป็นสีดำไปแล้ว”
ฟลีทรีบวิ่งไปส่องกระจก
“ตายโหง” เขาอุทาน “ไอ้สิ่งอัปรีย์นี่ มันคืออะไรวะ”
เราไม่สามารถตอบเขาได้  แล้วเนื้อหมูพวกนั้นก็เดินทางมาถึงพอดี มันล้วนแดงฉ่ำโชกเลือด ฟลีทขยอกกลืนเข้าไปสามชิ้นในอากัปกิริยาที่น่ารังเกียจอย่างยิ่ง เขาเคี้ยวด้วยกรามข้างขวาเพียงข้างเดียว และทิ้งศีรษะบนบ่าขวาในขณะที่อ้าปากงับชิ้นเนื้อพวกนั้น เมื่อเขากินเสร็จคงคิดได้ว่าตนได้แสดงพฤติกรรมพิลึกๆ ออกมา เพราะเขาพูดจาเชิงออกตัวว่า “นึกไม่ถึงว่าข้าจะหิวโซได้ขนาดนี้ ข้ากระเดือกเข้าไปเหมือนนกกระจอกเทศเลย”
หลังอาหารมื้อนั้น สตริคแลนด์บอกผมว่า “อย่าเพิ่งกลับนะ อยู่ที่นี่ก่อน และนอนค้างด้วยกันนี่แหละ”
เมื่อพิจารณาว่าบ้านผมอยู่ห่างจากบ้านสตริคแลนด์ไม่ถึงสามไมล์ คำขอร้องนี้จึงฟังดูเหลวไหลสิ้นดี แต่สตริคแลนด์ยืนกรานและกำลังจะบอกอะไรบางอย่างกับผม แต่ฟลีทเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน เขาประกาศออกมาด้วยใบหน้าเขินอายว่ารู้สึกหิวอีกแล้ว สตริคแลนด์ส่งคนไปเอาเครื่องนอนของผมและม้าหนึ่งตัวที่บ้านผม และเราสามคนก็ลงไปที่โรงม้าของสตริคแลนด์เพื่อปล่อยโมงยามให้ล่วงเลยผ่านไปจนกว่าจะถึงเวลาที่จะออกไปขี่ม้าข้างนอกกัน คนที่มีใจรักม้าจะไม่เคยเหนื่อยล้ากับการตรวจตราดูแลพวกมันเลย และเมื่อชายสองคนกำลังฆ่าเวลาในลักษณะนี้ พวกเขาจะได้แลกเปลี่ยนความรู้และเรื่องโกหกพกลมจากกันและกัน 
ในโรงม้าหลังนี้มีม้าอยู่ห้าตัว ผมจะไม่มีวันลืมภาพตอนที่เราพยายามตรวจดูพวกมันให้ทั่วถึง พวกม้าดูเหมือนจะเสียสติ ดีดหน้าดีดหลัง ส่งเสียงร้อง และเกือบจะพังรั้วล้อมคอกออกมา พวกมันเหงื่อแตก ตัวสั่นงันงก น้ำลายฟูมปาก และมีอาการคลุ้มคลั่งด้วยความกลัว ทั้งๆ ที่ม้าของสตริคแลนด์คุ้นเคยกับเขาดีพอๆ กับพวกสุนัขของเขา ซึ่งทำให้เรื่องราวที่เกิดขึ้นดูน่าประหลาดยิ่งขึ้นไปอีก เราออกมาจากโรงม้าด้วยความกลัวว่าเจ้าสัตว์พวกนั้นจะยิ่งคลุ้มคลั่งจนเกิดความแตกตื่นอลหม่าน พอออกมาพ้นแล้วสตริคแลนด์จึงกลับเข้าไปใหม่และร้องเรียกผม พวกม้ายังคงตื่นกลัวอยู่ แต่พวกมันก็ปล่อยให้เรา “ลูบอย่างเบามือ” ให้โอ๋เอาอกเอาใจพวกมัน และพวกมันก็เอาหัวมาซบอกเรา
“พวกมันไม่ได้กลัวเรานี่” สตริคแลนด์กล่าว “แกรู้ไหม ข้าจะยอมยกเงินเดือนสามเดือนให้เลย ถ้าเจ้าเอาท์เรจมันบอกข้าได้”
แต่เจ้าเอาท์เรจพูดไม่ได้ มันได้แต่เข้ามาอ้อนออเซาะเจ้านายของมันและพ่นลมออกมาทางรูจมูก ซึ่งเป็นธรรมเนียมของพวกม้าเมื่อพวกมันอยากจะอธิบายสิ่งต่างๆ แต่ทำไม่ได้ ฟลีทเดินเข้ามาในขณะที่เรายังอยู่ในโรงม้า และทันทีที่พวกม้ามองเห็นตัวเขา ความตื่นตระหนกก็บังเกิดขึ้นอีกครั้ง สิ่งทั้งมวลที่เราจะสามารถทำได้คือเผ่นออกจากสถานที่แห่งนั้นก่อนจะถูกพวกมันเตะเข้า สตริคแลนด์เย้าว่า “ฟลีทเอ๋ย พวกมันดูเหมือนจะไม่รักแกเลยว่ะ”
“เหลวไหลน่า” ฟลีทบอก “คอยดูนะ นางม้าของข้าจะตามข้าแจอย่างกับหมา” เขาเดินไปหามัน นางม้าอยู่ในคอกเปิด แต่เมื่อเขาปลดที่กั้นออก มันกระโดดพรวดกระแทกเขาคว่ำลงและเตลิดหนีเข้าไปในสวน ผมหัวเราะร่วน แต่สตริคแลนด์กลับไม่รู้สึกตลกขบขันไปด้วย เขาจับหนวดด้วยมือทั้งสองข้างและดึงจนมันเกือบจะหลุดติดมือออกมา ส่วนเจ้าฟลีทแทนที่จะออกไล่ตามนางม้าของเขาไป กลับหาวหวอดๆ บอกว่ารู้สึกง่วงนอนเต็มที เขาขอตัวกลับเข้าไปนอนในบ้าน ซึ่งสำหรับในวันขึ้นปีใหม่แล้วช่างเป็นทางเลือกที่ไม่ฉลาดเอาเสียเลย
สตริคแลนด์นั่งลงข้างๆ ผมในโรงม้าและถามผมว่าสังเกตเห็นกิริยาท่าทางพิลึกพิลั่นของฟลีทบ้างไหม ผมตอบว่าเขากินอาหารเหมือนสัตว์ร้าย ทว่าอาการพวกนี้อาจเป็นผลพวงจากการใช้ชีวิตตัวคนเดียวในถิ่นห่างไกลแถบเนินเขา ซึ่งหลุดพ้นจากสังคมที่ได้รับการอบรมบ่มเพาะมารยาทผู้ดีและมีศีลธรรมสูงส่งอย่างสังคมของเราก็เป็นได้ สตริคแลนด์กลับไม่ตลกด้วย ผมไม่คิดว่าเขาฟังผมพูดด้วยซ้ำไป เพราะประโยคถัดมาของเขาเกี่ยวข้องกับรอยบนหน้าอกของฟลีท ผมบอกว่ามันอาจจะมีสาเหตุมาจากพวกแมลงที่กัดแล้วเป็นตุ่มพอง หรือเป็นไปได้ที่มันอาจจะเป็นรอยปานซึ่งมีมาแต่กำเนิด ซึ่งจู่ๆ ก็ปรากฏชัดขึ้นจนสังเกตเห็นเป็นครั้งแรก เราทั้งคู่เห็นพ้องต้องกันว่ามันมองดูแล้วขัดๆ ลูกตาชอบกล สตริคแลนด์หาช่องที่จะสวนผมกลับว่าช่างไม่รู้เรื่องรู้ราวเอาเสียเลย
“ข้าไม่อาจบอกสิ่งที่คิดอยู่ตอนนี้กับแกได้” เขาเอ่ย “เพราะแกคงจะด่าข้าว่าบ้าแน่ๆ แต่แกต้องอยู่กับข้าต่อไปอีกสองสามวันนะหากแกทำได้ ข้าอยากให้แกเฝ้าดูเจ้าฟลีทมัน แต่ไม่ต้องบอกสิ่งที่แกคิดจนกว่าข้าจะตัดสินใจได้แล้ว”
“แต่คืนนี้ข้าว่าจะออกไปหาอะไรกินข้างนอกนะ” ผมบอก
“ข้าไปด้วย” สตริคแลนด์ว่า “และเจ้าฟลีทอีกคน ถ้าเขาไม่เกิดเปลี่ยนใจเสียก่อน”
เราเดินเล่นรอบๆ สวน สูบยา แต่ไม่ได้พูดคุยอะไรกันเลย เพราะเราเป็นเพื่อนรัก และการพูดคุยจะทำลายรสชาติของยาเส้นชั้นดี จนกระทั่งไปป์ดับมอด เราจึงเข้าไปปลุกฟลีท เขาไม่ได้หลับแต่กำลังเดินพล่านไปมารอบห้อง
“นี่แน่ะ ข้าอยากได้หมูอีกสักหน่อยว่ะ” เขากล่าว “ขอข้ากินอีกได้ไหม”
เราหัวเราะและบอกว่า “ไปเปลี่ยนชุดซะ ประเดี๋ยวม้าจะพร้อมแล้ว”
“ได้เลย” ฟลีทรับคำ “กินหมูเสร็จแล้วข้าถึงจะไปนะ เอาสุกๆ ดิบๆ เท่านั้น”
เขาดูค่อนข้างเอาจริงเอาจัง ตอนนี้บ่ายสี่โมงเย็น เรากินมื้อก่อนไปตอนบ่ายโมง แต่เขาก็ยังกินหมูสุกๆ ดิบๆ ได้อีกเป็นนานสองนาน จากนั้นเขาจึงเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดขี่ม้าและเดินออกไปที่เฉลียงหน้าบ้าน ม้าของเขาไม่ยอมให้เขาเข้าใกล้  ส่วนนางม้าตัวที่เตลิดหนีไปยังจับตัวมาไม่ได้ แล้วม้าทั้งสามตัวก็เกิดควบคุมไม่ได้ขึ้นมา พวกมันบ้าคลั่งด้วยความกลัว และในที่สุดฟลีทก็บอกว่าเขาจะอยู่บ้านและหาอะไรกินเอง ผมกับสตริคแลนด์ขี่ม้าออกจากบ้านไปด้วยความประหลาดใจ ในขณะที่เราผ่านเทวสถานแห่งเทพหนุมาน ชายผิวเงินเดินออกมาและร้องเสียงแม้วๆ ใส่เรา
“เขาไม่ได้เป็นหนึ่งในพวกนักบวชประจำเทวสถานนี่” สตริคแลนด์กล่าว “ข้าว่า ข้าอยากลองเอามือไปจับตัวเขาพิกล”
บนเส้นทางขี่ม้าในเย็นวันนั้นไม่มีการควบตะบึงเลย พวกม้าแข้งขาอ่อนเปลี้ย และวิ่งอ่อยๆ ราวกับว่าพวกมันได้วิ่งมามากจนหมดแรง
“ความตื่นกลัวหลังอาหารเช้าคงมีผลรุนแรงต่อพวกมัน” สตริคแลนด์เปรย
นั่นคือคำพูดประโยคเดียวที่เขากล่าวออกมาตลอดช่วงเวลาที่เหลือของการขี่ม้า ผมคิดว่ามีบ้างที่เขาสบถกับตัวเองครั้งหรือสองครั้ง แต่อันนั้นไม่นับ
เรากลับมาถึงบ้านในความมืดตอนหนึ่งทุ่ม และมองเข้าไปไม่เห็นไฟสว่างสักดวงในบ้านพัก “ไอ้พวกคนรับใช้ของข้ามันช่างสะเพร่าเสียจริง” สตริคแลนด์บ่น
ม้าของผมหกหน้าหกหลังตื่นกลัวบางสิ่งบนถนนหน้าบ้านพัก และฟลีทยืนขึ้นมาอยู่ใต้จมูกมันพอดี
“แกมาเกลือกกลิ้งอยู่ในสวนทำอะไรวะ” สตริคแลนด์เอ่ยถาม
เจ้าม้าทั้งสองตัวเตลิดหนีฟลีทและเกือบสลัดเราตกเสียแล้ว เราลงจากหลังม้าใกล้โรงม้าและเดินย้อนกลับไปหาฟลีท ซึ่งกำลังคลานเข่าป้วนเปี้ยนอยู่ใต้พุ่มต้นส้ม
“เกิดผีห่าซาตานอะไรกับแกนี่” สตริคแลนด์ถาม
“เปล่า ไม่มีอะไรจริงๆ” ฟลีทตอบห้วนๆ เสียงเครือๆ “ข้ากำลังทำสวนอยู่ ศึกษาพันธุ์ไม้ไงพวก กลิ่นดินมันหอมชื่นใจ ข้าเลยว่าจะออกมาเดินเล่นสักหน่อย เดินไกลๆ เดินตลอดคืนเลย”
ตอนนั้นผมพอมองออกแล้วว่ามีบางอย่างที่ชักจะชำรุดเสียหายอย่างกู่ไม่กลับอยู่ตรงไหนสักแห่ง และผมบอกกับสตริคแลนด์ว่า “ข้าไม่ออกไปกินข้าวข้างนอกแล้วล่ะ”
“เจ๋งเป้ง” สตริคแลนด์กล่าว “เอ้า ฟลีท ลุกขึ้น นั่งอยู่ตรงนั้นเดี๋ยวไข้จับกันพอดีหรอกแก เข้าบ้านไปกินข้าวเย็นกันเถอะ จะได้จุดตะเกียงด้วย เราทุกคนจะกินข้าวเย็นที่บ้านนี่แหละ”
ฟลีทยืนขึ้นอย่างไม่ใคร่เต็มใจนัก และพูดออกมาว่า “ไม่ต้องจุดหรอกตะกงตะเกียง ไม่ต้องจุด ตรงนี้น่าสบายกว่าตั้งเยอะ มานั่งกินข้างนอกบ้านเถอะ และเอาหมูด้วยนะ เอามาเยอะๆ เลย เอาแบบสุกๆ ดิบๆ พวกชิ้นที่ติดกระดูกอ่อนเห็นเลือดฉ่ำๆ สีแดงๆ”
ช่วงเวลานี้ อากาศเดือนธันวาคมยามค่ำคืนในเขตตอนเหนือของประเทศอินเดียหนาวกินไปถึงกระดูก และคำแนะนำของฟลีทก็คือคำแนะนำของคนเสียสตินั่นเอง
“เข้ามาข้างใน” สตริคแลนด์ตะคอกสั่ง “เข้ามาเดี๋ยวนี้”
ฟลีทเดินเข้ามา และเมื่อคนรับใช้นำตะเกียงมาให้ เราจึงแลเห็นว่าตัวเขามีขี้ดินพอกอยู่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เขาต้องเอาตัวไปเกลือกกลิ้งในสวนมาเป็นแน่ ฟลีทหดตัวหนีแสงไฟและเดินเข้าห้องของเขาไป ดวงตาของเขามองดูน่าสยดสยอง มีแสงสีเขียวเรืองๆ อยู่ข้างหลังนัยน์ตา แต่ไม่ได้อยู่ข้างในนะ ถ้าคุณเข้าใจ และริมฝีปากล่างของเขาก็ห้อยย้อยลงมา
สตริคแลนด์พูดว่า “คืนนี้จะเกิดเรื่องยุ่ง เรื่องโกลาหลครั้งใหญ่เลย แกไม่ต้องถอดชุดขี่ม้านี่ออกหรอก”
เรารอแล้วรอเล่าให้ฟลีทกลับออกมา และในระหว่างนั้นก็สั่งอาหารเย็นไปด้วย เราได้ยินเสียงเขาเคลื่อนไหวไปมาทั่วห้อง แต่ไม่มีแสงสว่างใดๆ แล้วจู่ๆ ก็เกิดเสียงหอนของหมาป่าดังโหยหวนออกมาจากห้องนั้น
ผู้คนมักจะเขียนและพูดกันเล่นๆ ว่าเลือดในกายเย็นวาบและขนหัวลุกชัน และอะไรๆ เทือกนั้น ความรู้สึกทั้งสองอย่างนี้มันน่าสะพรึงกลัวเกินกว่าที่ใครจะเอามาล้อเล่น
หัวใจผมหยุดชะงักราวกับมีดเล่มหนึ่งได้ปักคมเจาะทะลุมัน และสตริคแลนด์ก็หน้าซีดขาวราวผ้าปูโต๊ะ
เสียงหอนนั้นยังดังขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า หนำซ้ำมีเสียงหอนรับอีกเสียง แว่วดังข้ามทุ่งมาแต่ไกล
นั่นเป็นสุดยอดแห่งความสยดสยอง สตริคแลนด์พุ่งปราดเข้าไปในห้องของฟลีท ผมตามไปติดๆ และเราเห็นฟลีทกำลังจะกระโจนออกนอกหน้าต่าง เขาส่งเสียงราวกับสัตว์ร้ายอยู่ลึกในลำคอ ตอนที่เราตะโกนเรียก เขาตอบไม่ได้ตอบ แต่ถ่มน้ำลายออกมา
ผมจำไม่ค่อยได้ว่าเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น แต่ผมคิดว่าสตริคแลนด์คงหวดเขาจนจุกด้วยไม้ช่วยใส่รองเท้าบู๊ตท่อนยาว มิฉะนั้นแล้วผมคงไม่สามารถไปนั่งทับอยู่บนยอดอกเขาได้ ฟลีทพูดไม่เป็นภาษาคน เขาได้แต่แยกเขี้ยวขู่คำราม และเสียงที่คำรามออกมาของเขานั้นคือเสียงหมาป่า ไม่ใช่เสียงมนุษย์อีกแล้ว  จิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์บุบสลายมาตลอดทั้งวันและได้พังพินาศลงสิ้นซากพร้อมกับแสงตะวันยามสนธยา เรากำลังเผชิญหน้ากับสัตว์ร้ายตัวหนึ่ง ซึ่งครั้งหนึ่งมันเคยเป็นฟลีท
เรื่องราวนี้อยู่นอกเหนือประสบการณ์ใดๆ ที่อธิบายได้ด้วยเหตุผลและที่ปุถุชนทั่วไปมี ผมพยายามจะอธิบายมันด้วยคำว่า “โรคพิษสุนัขบ้า” แต่กลับกล่าวคำนั้นออกมาไม่ได้ เพราะผมรู้ตัวดีว่ากำลังกล่าวคำเท็จอยู่
เรามัดเจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้ด้วยเชือกหนังของพัดชักห้อยเพดาน และผูกหัวแม่มือและหัวแม่เท้าทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน ยัดปากมันด้วยช้อนใส่รองเท้าอันหนึ่ง ซึ่งสามารถใช้เป็นเครื่องปิดปากที่มีประสิทธิภาพดีเลิศหากคุณรู้จักใช้ให้เป็น แล้วเราจึงหามมันเข้าไปในห้องทานอาหารและส่งคนไปตามคุณหมอดูมอยซ์ให้รีบมาโดยด่วน หลังจากที่เราส่งคนนำสารออกไปและกำลังสูดลมหายใจให้ทั่วท้อง สตริคแลนด์กล่าวออกมาว่า “มันคงไม่ได้เรื่องหรอก งานนี้มันไม่ใช่งานเยียวยาของหมอทั่วไป” ผมก็รู้เช่นกันว่าที่เขาพูดนั้นเป็นความสัตย์จริง
หัวของเจ้าสัตว์ร้ายไม่ได้ถูกพันธนาการไว้ มันจึงสะบัดหัวของมันกลับไปกลับมา ใครก็ตามที่เข้ามาในห้องนี้คงนึกว่าเรากำลังรักษาผิวหนังของหมาป่าตัวหนึ่ง ซึ่งนั่นจะเป็นการสมรู้ร่วมคิดที่น่าขยะแขยงที่สุด
สตริคแลนด์นั่งเอามือเท้าคาง จ้องดูเจ้าสัตว์ร้ายที่กำลังดิ้นไปดิ้นมาอยู่บนพื้น แต่เขาไม่ได้กล่าวถ้อยคำใดออกมา เสื้อเชิ้ตที่ถูกฉีกขาดจากการต่อสู้เผยให้เห็นรอยดาวรูปแฉกสีดำบนหน้าอกข้างซ้าย มันนูนขึ้นมาจนเป็นรอยพอง
ตอนที่เฝ้ามองอยู่เงียบๆ นั้นเราได้ยินบางอย่างร้องเสียงแม้วๆ เหมือนนากตัวเมียอยู่นอกบ้าน เราทั้งคู่ผุดลุกขึ้นยืน และผมบอกความรู้สึกส่วนตัวได้…แต่พูดแทนสตริคแลนด์ไม่ได้…ว่ารู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ครั่นเนื้อครั่นตัวเอาจริงๆ จังๆ เรากระซิบบอกกันและกันเหมือนพวกผู้ชายในอุปรากรเรื่อง “พินอะโฟ” ว่ามันคงเป็นแมวตัวหนึ่ง
ดูมอยซ์เดินทางมาถึง  และผมไม่เคยเจอชายตัวเล็กๆ ที่ทำท่าทางตกตะลึงเสียจนหมดภาพลักษณ์ของหมอมืออาชีพขนาดนี้เลย เขาบอกว่ากรณีนี้เชื้อได้ลุกลามไปถึงหัวใจแล้ว และคงหมดหนทางรักษาให้รอดได้ การเยียวยาไม่ว่าจะด้วยวิธีใดทำได้เพียงยื้อความทรมานให้เนิ่นนานออกไป เจ้าสัตว์ร้ายน้ำลายฟูมปาก สิ่งที่เราเล่าให้ดูมอยซ์ฟังคือ ฟลีทถูกพวกสุนัขกัดครั้งสองครั้ง ไม่ว่าใครที่เลี้ยงสุนัขเทอเรียร์ไว้ครึ่งโหลก็ต้องโดนมันงับเข้าบ้างในบางครั้งบางคราว ดูมอยซ์ไม่ได้เสนอความช่วยเหลือแต่ประการใด เขาคงทำได้แค่เพียงลงนามรับรองว่าฟลีทเสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้า แล้วเจ้าสัตว์ร้ายก็หอนขึ้นเพราะมันจัดการคายช้อนใส่รองเท้าออกจากปากได้สำเร็จ ดูมอยซ์กล่าวว่าเขาพร้อมที่จะลงนามในเอกสารสาเหตุการเสียชีวิตของฟลีท และบอกว่าจุดจบใกล้เข้ามาแล้ว เขาเป็นชายร่างเล็กที่นิสัยดีและเสนอตัวจะรอดูอาการอยู่กับเราก่อน แต่สตริคแลนด์ปฏิเสธความหวังดีนี้ เขาไม่ปรารถนาจะทำลายวันขึ้นปีใหม่ของดูมอยซ์   เขาเพียงขอร้องคุณหมอไม่ให้เปิดเผยสาเหตุการตายที่แท้จริงของฟลีทให้สาธารณชนรับรู้
ดังนั้นดูมอยซ์จึงกลับไปทั้งที่คงรู้สึกปั่นป่วนใจอยู่ลึกๆ และทันทีที่เสียงล้อรถม้าเงียบหาย สตริคแลนด์จึงกระซิบบอกข้อกังขาของเขากับผม ข้อสงสัยพวกนั้นฟังดูไม่น่าจะเป็นไปได้อย่างมากจนเขาไม่กล้าเอ่ยมันออกมาดังๆ และผม ผู้รับพิจารณาความเชื่อทุกอย่างของสตริคแลนด์ รู้สึกละอายแก่ใจที่ผมก็มีความคิดเช่นนั้นเหมือนกัน จนต้องเสแสร้งทำเป็นไม่เชื่อ
“ถึงแม้ว่าชายผิวเงินใช้ไสยศาสตร์เล่นงานฟลีทโทษฐานที่ลบหลู่ดูหมิ่นเทวรูปหนุมาน แต่การลงทัณฑ์ไม่น่าจะปรากฏผลรวดเร็วขนาดนี้”
ในขณะที่ผมกำลังกระซิบบอกข้อโต้แย้งนี้ เสียงร้องจากข้างนอกบ้านดังขึ้นอีกครั้ง และเจ้าสัตว์ร้ายก็เกิดอาการทุรนทุรายชักดิ้นชักงอไปมา จนเราเกรงว่าเชือกหนังที่มัดตัวมันอยู่จะขาดออก
“คอยดูไว้นะ” สตริคแลนด์สั่ง “ถ้าอาการของมันยังเป็นอย่างนี้ไม่หยุด ข้าคงต้องลงมือโดยไม่ยั้งแล้ว ข้าขอสั่งแกให้ช่วยข้าอีกแรง”
เขาเดินเข้าไปในห้องของเขา และสักครู่ก็กลับออกมาพร้อมลำกล้องของปืนสั้นเก่าๆ กระบอกหนึ่ง เอ็นตกปลาเส้นหนึ่ง เชือกเส้นหนายาวพอประมาณ และโครงเตียงไม้ของเขา ผมรายงานว่าอาการชักดิ้นชักงอในแต่ละครั้งจะเกิดตามหลังเสียงร้องไม่เกินสองวินาที และเจ้าสัตว์ร้ายดูเหมือนจะอ่อนล้าลงอย่างเห็นได้ชัด
สตริคแลนด์พึมพำออกมาว่า “เขาจะมาพรากชีวิตนี้ไปไม่ได้เด็ดขาด เขาจะมาพรากชีวิตนี้ไปไม่ได้”
ผมกล่าวต่อ ถึงแม้ว่าผมรู้ดีว่ากำลังถกเถียงกับตัวเองอยู่ “อาจจะเป็นแมวก็ได้ ต้องเป็นแมวนั่นแหละ ถ้าชายผิวเงินมีส่วนเกี่ยวข้อง แล้วทำไมเขายังจะกล้ามาเสนอหน้าแถวนี้อีก”
สตริคแลนด์จัดเตรียมฟืนในเตาผิง ใส่ลำกล้องปืนเข้าไปในไฟที่กำลังคุแดงโร่ แผ่ฟั่นเชือกบนโต๊ะ และหักไม้เท้าเป็นสองท่อน มีเอ็นตกปลาความยาวหนึ่งหลา ซึ่งเป็นเอ็นที่พันรอบๆ ด้วยเส้นลวดแบบเดียวกับที่ใช้ตกปลามาฮ์เซียร์  และผูกปลายทั้งสองข้างเข้าด้วยกันเป็นห่วง
แล้วเขาจึงพูดว่า “เราจะจับตัวเขาอย่างไรดีล่ะ เขาต้องถูกจับเป็นและต้องไม่ได้รับบาดเจ็บด้วย”
ผมเสนอว่าเราต้องศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าที่คอยคุ้มครองเราอยู่ เราจะย่องออกไปเบาๆ พร้อมด้วยไม้โปโล แล้วแอบเข้าไปหลบในพุ่มไม้เตี้ยๆ หน้าบ้าน เจ้ามนุษย์คนนั้นหรือสัตว์ตัวนั้นที่ส่งเสียงร้องคงกำลังเดินไปเดินมารอบบ้านอย่างปกติราวกับยามรักษาการณ์ในช่วงกลางคืน เราจะรออยู่ในพุ่มไม้จนมันเข้ามาใกล้ แล้วจึงเข้าไปหวดมันให้หัวคะมำ
สตริคแลนด์เห็นดีเห็นงามกับแผนการนี้ เราลอดตัวออกไปทางช่องหน้าต่างห้องน้ำ ออกไปที่เฉลียงหน้าบ้าน และจึงเดินข้ามถนนหน้าบ้านไปยังพุ่มไม้
ในแสงจันทร์กระจ่าง เรามองเห็นชายขี้เรื้อนคนนั้นกำลังเดินอ้อมมุมบ้านมา เขาเปลือยกายล่อนจ้อน และส่งเสียงแม้วๆ ออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า และหยุดเพื่อกระโดดโลดเต้นกับเงาของตัวเอง มันเป็นภาพที่ไม่ดึงดูดสายตาเอาเสียเลยและทำให้หวนคิดถึงฟลีทผู้น่าสงสาร ผู้มีอันต้องเป็นไปเยี่ยงนั้นเพราะเจ้าสิ่งมีชีวิตที่อุบาทว์ชาติชั่วตัวนี้ ผมสลัดความว้าวุ่นในใจทั้งปวงออกจากหัว และกลับมาตั้งอกตั้งใจที่จะช่วยสตริคแลนด์ต่อ ตั้งแต่การใช้ลำกล้องปืนร้อนจัดไปจนถึงห่วงเชือก ตั้งแต่กระเบนเหน็บไปจนถึงศีรษะและย้อนกลับลงมาอีกครั้ง ด้วยเครื่องทรมานทุกชนิดหากจำเป็นต้องใช้
ในจังหวะที่ชายขี้เรื้อนเดินกะโผลกกะเผลกอยู่ตรงหน้ามุขทางเข้าบ้าน เราโจนตัวออกมาหวดเขาด้วยไม้โปโล เขาแข็งแรงจนน่าประหลาด และเราเกรงว่าเขาอาจหนีไปได้หรือบาดเจ็บสาหัสเสียก่อนที่เราจะจับตัวเขาได้ เราเคยมีความเชื่อว่าพวกคนขี้เรื้อนเป็นสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอ แต่ความเชื่อนี้ได้ถูกพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริงเอาเสียเลย สตริคแลนด์กระแทกขาเขาจากด้านล่างและผมเอาเท้าเหยียบคอเขาไว้ เขาร้องแม้วๆ ออกมาอย่างน่าขยะแขยง แม้จะสัมผัสผ่านรองเท้าบู๊ตสำหรับขี่ม้า แต่ผมก็ยังรู้สึกได้ว่าเนื้อตัวของเขาไม่เหมือนกับร่างกายของมนุษย์ที่สะอาดสะอ้านทั่วไป
เขาทุบตีเราด้วยมือและเท้าที่กุดด้วนนั้น เรามัดแส้เฆี่ยนสุนัขรอบตัวเขาตรงใต้วงแขน ลากเขาถอยหลังเข้าไปในห้องโถง แล้วจึงทะลุเข้าไปในห้องทานอาหารซึ่งสัตว์ร้ายตัวนั้นนอนอยู่  เราผูกเขาไว้ตรงนั้นด้วยเข็มขัดหนัง เขาไม่ได้แสดงความพยายามจะหลบหนีใดๆ เลย ได้แต่ร้องแม้วๆ
ในขณะที่เราให้เขาเผชิญหน้ากับเจ้าสัตว์ร้าย ภาพที่บังเกิดตรงหน้าเกินกว่าจะสรรหาถ้อยคำมาบรรยาย เจ้าสัตว์ร้ายถอยกรูดตัวงอราวกับว่าเขาถูกวางยาพิษสตริกนิน เขาร้องครวญครางออกมาอย่างน่าสังเวชเป็นที่สุด มีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นด้วย แต่คงไม่อาจเขียนบรรยายตรงนี้ได้
“ข้าว่าข้าคิดถูกนะ” สตริคแลนด์กล่าว “ต่อไป เราจะถามเขาถึงวิธีแก้อาการนี้”
แต่เจ้าขี้เรื้อนได้แต่ร้องแม้วๆ สตริคแลนด์พันผ้าขนหนูรอบมือเขา และเอาลำกล้องปืนออกมาจากไฟ ผมสอดไม้เท้าส่วนหนึ่งที่หักไว้ครึ่งท่อนผ่านห่วงเอ็นตกปลา และคาดตัวเจ้าขี้เรื้อนเข้ากับโครงเตียงไม้ของสตริคแลนด์อย่างเบามือ ตอนนั้นผมเข้าใจแล้วว่าพวกผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กเล็กทนดูแม่มดถูกเผาทั้งเป็นได้อย่างไร เจ้าสัตว์ร้ายยังครวญครางอยู่บนพื้น และแม้ว่าชายผิวเงินผู้นี้จะไม่มีหน้าตาหลงเหลืออยู่แล้ว แต่คุณยังสามารถเห็นความรู้สึกอันน่าขนลุกขนพอง แผ่ซ่านออกมาจากความราบเรียบซึ่งเคยเป็นหน้าตา  แน่นอนว่าพวกคลื่นความร้อนจะเริงเล่นไปรอบๆ ท่อนเหล็กที่แดงโร่ ดังเช่นเจ้าลำกล้องปืนพวกนี้
สตริคแลนด์ยกมือขึ้นป้องดวงตาชั่วครู่หนึ่ง และเราก็เริ่มลงมือ แต่เนื้อหาส่วนนี้ไม่อาจเปิดเผยได้
แสงเงินแสงทองยามเช้ากำลังทาบทาเหนือขอบฟ้าวันใหม่ในขณะที่เจ้าขี้เรื้อนยอมเปิดปากพูด เสียงร้องแม้วๆ ของเขาไม่เคยเป็นที่น่าพอใจมากถึงขั้นนี้ เจ้าสัตว์ร้ายหมดสติด้วยความอ่อนเพลีย และบ้านหลังนี้เงียบกริบวังเวง เราคลายเข็มขัดที่รัดตัวเจ้าขี้เรื้อน และบอกเขาให้ช่วยขับไล่วิญญาณปีศาจร้ายออกไป เขาคลานเข้าไปหาเจ้าสัตว์ร้ายตัวนั้น และวางมือของเขาบนอกข้างซ้าย นั่นคือสิ่งที่เกิดทั้งหมด แล้วเขาจึงก้มหน้าลงและสะอื้นคราง สูดลมหายใจเข้าในเวลาเดียวกัน
เราจ้องหน้าของเจ้าสัตว์ร้ายตัวนั้น และเห็นจิตวิญญาณของฟลีทหวนกลับคืนสู่นัยน์ตาของเขา แล้วเหงื่อไคลก็ไหลพรั่งพรูออกทางหน้าผาก และดวงตาซึ่งกลับกลายเป็นดวงตาของมนุษย์แล้วก็หรี่ปิดลง เราคอยดูลาดเลาอยู่หนึ่งชั่วโมง ฟลีทยังคงหลับสนิท เราหามเขาเข้าไปในห้อง และบอกชายขี้เรื้อนให้กลับไปได้พร้อมของติดไม้ติดมือ เป็นโครงเตียงไม้พร้อมผ้าปูเตียงที่อยู่บน โครงเตียงอันนั้นแถมให้ไปห่มร่างเปลือยเปล่าของเขา ถุงมือและผ้าขนหนูที่เราใช้จับตัวเขา และแส้ที่พันอยู่รอบลำตัวเขา เขาพันผ้าปูที่นอนรอบตัว และเดินออกไปยามเช้าตรู่ จากไปอย่างเงียบๆ ไม่ได้พูดจาหรือส่งเสียงแม้วๆ ออกมาเลย
สตริคแลนด์เช็ดหน้าและนั่งลง เสียงฆ้องแว่วมาจากในเมือง บอกเวลาเจ็ดโมงเช้า
“ยี่สิบสี่ชั่วโมงพอดีเลยว่ะ” สตริคแลนด์กล่าว “ข้าทำหน้าที่มาเพียงพอที่จะสมควรถูกปลดระวางจากการประจำการครั้งนี้ และการถูกขังลืมในโรงพยาบาลคนบ้าแห่งนี้เสียที แกเชื่อไหมว่าเราไม่ได้ฝันไปน่ะ”
ลำกล้องปืนที่ร้อนจนแดงโร่หล่นลงบนพื้น และเผาพรมจนไหม้เกรียม กลิ่นไหม้ที่โชยออกมาเป็นของจริงแน่ๆ
เวลาสิบเอ็ดนาฬิกาเช้าวันนั้น เราสองคนเข้าไปปลุกฟลีทด้วยกัน เรามองเห็นว่ารอยแฉกเป็นดวงสีดำราวกับลายเสือดาวบนหน้าอกเขาเลือนหายไปแล้ว เขางัวเงียและเหนื่อยล้ามาก แต่ทันทีที่เขาเห็นเรา เขาก็พูดออกมาว่า “เฮ้ย ขอให้พวกแกฉิบหายนะเกลอ สุขสันต์วันปีใหม่ ไม่ต้องผสมเหล้าของแกแล้วนะ ข้าเกือบจะตายแล้ว”
“ขอบใจสำหรับคำอวยพร แต่แกบอกช้าไปหน่อยนะ” สตริคแลนด์เย้า “วันนี้เช้าวันที่สองแล้ว นอนหลับอุตุข้ามวันข้ามคืน สมใจอยากเลยนะแกเอ๋ย”
ประตูเปิดออก และดูมอยซ์ตัวกระจ้อยโผล่ศีรษะเข้ามา เขาเดินมา และคิดฟุ้งซ่านไปเองว่าเรากำลังเตรียมเอาเจ้าฟลีทไปฝัง
“ผมพานางพยาบาลมาด้วยคนหนึ่ง” ดูมอยซ์กล่าว “ผมคิดว่าเธอสามารถช่วยจัดการ…สิ่งที่จำเป็นต้องทำครับ”
“เชิญเลยครับ” ฟลีทพูดอย่างยินดีปรีดา ลุกขึ้นนั่งบนเตียง “พานางพยาบาลของคุณเข้ามาได้เลยครับ”
ดูมอยซ์พูดอะไรไม่ออก สตริคแลนด์พาตัวเขาออกไปและอธิบายว่าเกิดมีข้อผิดพลาดในการวินิจฉัยโรค ดูมอยซ์ยังคงมีอาการพูดไม่ออกและรีบร้อนออกจากบ้านไป เขาถือว่าชื่อเสียงในวิชาชีพของเขาถูกทำร้ายจนป่นปี้ และตั้งใจมุ่งมั่นว่าจะกู้ชื่อเสียงกลับคืนมาให้ได้   สตริคแลนด์ก็ออกไปข้างนอกบ้านด้วย เมื่อเขากลับมาถึง เขาบอกว่าเขาได้ไปที่เทวสถานแห่งเทพหนุมาน นำเครื่องบวงสรวงไปขอขมาที่กระทำล่วงเกินองค์เทพเจ้า และได้ยืนยันขันแข็งว่าไม่มีคนผิวขาวคนใดแตะต้องเทวรูปศักดิ์สิทธิ์เลย และเขาเป็นภาคหนึ่งแห่งคุณความดีทั้งมวลแต่ตกอยู่ใต้อำนาจอวิชชา “แกคิดอย่างไรวะ” สตริคแลนด์เอ่ยถาม
ผมตอบไปว่า ““มีหลายสิ่งหลายอย่างที่…
แต่สตริคแลนด์ไม่ชอบคำพูดอ้างอิงเท่ห์ๆ ประโยคนี้ของผม เขาบอกว่าผมพูดบ่อยจนเบื่อฟัง
แล้วสิ่งแปลกๆ อีกอย่างหนึ่งก็เกิดขึ้นซึ่งทำให้ผมรู้สึกตื่นตกใจพอๆ กับสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นในชั่วค่ำคืนที่ผ่านมา เมื่อเจ้าฟลีทแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย เขาเดินเข้ามาในห้องทานอาหารและทำจมูกฟุดฟิด ยามเขาสูดดมกลิ่นเขาจะมีท่าส่ายจมูกไปมาที่น่าเอ็นดู “แถวนี้ มีกลิ่นสาบหมาเหม็นระยำเลยว่ะ” เขากล่าว “แกน่าจะดูแลพวกหมาเทอเรียร์ของแกให้ดีกว่านี้ ลองใช้กำมะถันดูซิ สตริค”
แต่สตริคแลนด์ไม่ยอมตอบ เขาจับด้านหลังของเก้าอี้ตัวหนึ่งไว้ แล้วโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย จู่ๆ เขาก็หัวเราะเป็นบ้าเป็นหลังขึ้นมาอย่างน่าฉงน มันดูน่าขนลุกขนพองที่เห็นชายร่างกายกำยำล่ำสันคนหนึ่งถูกอาการคลุ้มคลั่งเข้าสิง แต่พอผมระลึกได้ว่าเราปะทะกับชายผิวเงินในห้องนั้นเพื่อจิตวิญญาณของฟลีท อีกทั้งต้องมาเสื่อมเสียเกียรติของเราในฐานะที่เป็นชาวอังกฤษ ผมก็หัวร่อกั๊กๆ ทำกิริยาน่าขายหน้าเหมือนสตริคแลนด์ไม่ผิดเพี้ยน ในขณะที่ฟลีทคงคิดว่าเราทั้งคู่เสียสติไปแล้ว เราไม่เคยบอกเขาเลยว่าเราได้กระทำอะไรกันไปบ้าง
หลายปีต่อมา เมื่อสตริคแลนด์แต่งงานแล้วและเป็นสมาชิกกลุ่มที่เข้าโบสถ์เป็นประจำเพื่อเห็นแก่ภรรยา เราจึงได้หันกลับไปทบทวนเหตุการณ์ครั้งนั้นอย่างปราศจากอคติ และสตริคแลนด์แนะนำว่าผมน่าจะถ่ายทอดเรื่องราวนี้ให้ผู้อื่นได้รับรู้บ้าง
ตัวผมเองก็ยังไม่ปักใจหรอกว่าการกระทำนี้จะสามารถทำให้เรื่องราวลึกลับเรื่องนี้กระจ่างชัดไร้ข้อกังขา เพราะในประการแรกคงไม่มีใครยอมเชื่อเรื่องเล่าที่กระเดียดไปทางอัปมงคลง่ายๆ และประการที่สอง มนุษย์ที่จิตใจปกติทุกคนย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าทวยเทพของพวกนอกศาสนาคือศิลาและโลหะทองเหลือง และความพยายามอันใดก็ตามที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นในทางอื่นก็ต้องได้รับการลงโทษอย่างแน่นอน

                                       ปิยกานต์ ชยางกุล แปล
วาสิฎฐี บรรณาธิการต้นฉบับ

Author: youmakestate

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *